ระบบสมาชิก

กรุณาลงชื่อเพื่อเข้าสู่ระบบสมาชิกค่ะ



สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเข้าสู่ระบบสมาชิก SolutionSKY.com

Learning Center

CB Login



HDD redubdance

Redundancy Harddisk

ความ จุสูงสุดของฮาร์ดดิกส์จากเทคโนโลยีในปัจจุบันก้าวไปถึงตัวเลขที่ 500GB แม้ว่ายังมีความต้องการฮาร์ดดิกส์ที่มีความจุมากกว่านี้ แต่ก็ไม่สามารถก้าวข้ามเขตแดนของเทคโนโลยีที่ถึงขีดจำกัดได้ จึงมีผู้คิดวิธีที่จะเพิ่มความจุโดยการนำฮาร์ดดิกส์ตั้งแต่ 2 ตัวขึ้นไปมาต่อรวมกันให้เป็นตัวเดียว หรือในทางปฏิบัติก็คือ เราเสียบฮาร์ดดิสก์เข้าไปในเครื่อง 2 ตัว แต่เราจะเห็นเป็นฮาร์ดดิสก์เพียงตัวเดียวใน My Computer โดยที่ขนาดของฮาร์ดดิสก์นั้นมาจากความจุของฮาร์ดดิสก์ 2 ตัวมารวมกัน

การเชื่อมต่อฮาร์ดดิสก์มากกว่า 1 ตัวให้เป็นตัวเดียวมีหลากหลายวิธีหลายรูปแบบ แต่ละแบบก็มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน แต่จุดประสงค์หลัก ๆ ที่เน้น ๆ ก็คือ การเพิ่มความจุครับ ซึ่งนอกจากความจุที่เพิ่มขึ้นแล้ว สิ่งที่จะได้ตามมาก็คือ การเป็น Online Backup
ถ้าเราจะพูดถึงฮาร์ดดิสก์หลาย ๆ ตัวที่มาต่อพ่วงกัน โดยเน้นไปที่การทำงานทดแทนกันเมื่อตัวใดตัวหนึ่งเสีย ระบบการเชื่อมต่อฮาร์ดดิสก์ จะต้องประกอบด้วยคุณสมบัติจำเป็น 2 ประการคือ
  1. Redundancy คือการซ้ำข้อมูลชุดเดียวกันลงไปในฮาร์ดดิสก์มากกว่า 1 ตัวครับ ในเชิงเทคโนโลยีที่เข้าใจยาก เขายังแบ่งย่อยออกเป็นอีก 2 แบบคือแบบ Strip set กับแบบ Mirror แต่ไม่ว่าจะเรียกมันว่าอะไรก็ตาม มันคือเรื่องของการที่ข้อมูลชุดเดียวกัน แต่ไปอยู่อย่าง “ซ้ำซ้อนกัน” ในฮาร์ดดิสก์มากกว่า 1 ตัว
  2. HotSwap คือความสามารถในการถอดเปลี่ยนฮาร์ดดิกส์ได้โดยไม่ต้องปิดตัวอุปกรณ์ คือฮาร์ดดิสก์ทั้งพวงนั้นจะทำงานไม่หยุดเลย เสียตัวไหนก็ดึงออกมาจากพวกได้เลย ไม่ต้องหยุดการทำงานของระบบ
และที่เป็นของแถม ซึ่งเพิ่มเติมเข้ามาในชุดควบคุมฮาร์ดดิสก์ ก็คือความสามารถในการอ่านและเขียนข้อมูลบนฮาร์ดดิกส์ที่ต่อรวมกันได้พร้อมๆ กันได้ในเวลาเดียวกัน ทำให้ได้ประโยชน์เรื่องความเร็วในการอ่านและจัดการบันทึกไฟล์
การนำฮาร์ดดิกส์มาต่อรวมกันมีข้อ เสียคือมีราคาแพง จึงมีผู้คิดค้นเทคโนโลยีของการนำฮาร์ดดิกส์ราคาไม่สูงมาเชื่อมต่อกันแบบ Redundant และตั้งชื่อเทคโนโลยีนี้ว่า Redundant Array of Inexpensive Disk หรือที่รู้จักกันทั่ววงการไอทีในนาม “RAID”
ลักษณะของ RAID ที่สำคัญคือ Redundant ครับ คือข้อมูล 1 Strip จะมีการกระจายเก็บไว้ในฮาร์ดดิกส์มากกว่า 1 ตัว เพื่อให้เกิด Redundancy หรือสามารถทดแทนข้อมูลกันได้ ซึ่ง RAID นั้นมีหลายรูปแบบการใช้งาน (Level) ซึ่งต้องลงรายละเอียดเชิงเทคนิคพอสมควรครับ แต่ก็เข้าใจได้ไม่ยาก มีเอกสารที่เล่าความหมายของ RAID ในแต่ละ Level ซึ่งหาอ่านได้ง่ายจากอินเตอร์เน็ตทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ
การจัดเก็บข้อมูลบนพวงของ ฮาร์ดดิกส์ด้วยวิธีนี้เหมาะสำหรับข้อมูลที่เป็นงานเป็นการ และไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากการสูญหายของข้อมูล ซึ่งจะเห็นได้จากวิธีการจัดเก็บที่เน้นไปที่เรื่องของ Redundancy คือความซ้ำซ้อน นั่นหมายความว่าพื้นที่เก็บข้อมูลของฮาร์ดดิสก์ที่มาต่อพ่วงกันส่วนใหญ่ จะถูกใช้ไปกับความซ้ำซ้อนนั่นเอง จึงมีผู้สร้างอีกแนวคิดของการจัดเก็บข้อมูลลงบนมัดฮาร์ดดิกส์ที่ไม่ต้องมี การทำ Redundant ซึ่งเรียกว่า “Just a Bunch of Disks”
Just a Bunch of Disk หรือ JBOD นั้น คือแนวคิดของการนำฮาร์ดดิกส์มามัดรวมกันโดยตัดเรื่องของ Redundancy ออกไปครับ ข้อมูล 1 ชุดจะถูกเก็บในฮาร์ดดิกส์เพียงตัวเดียวเท่านั้น ไม่มีการทำซ้ำซ้อน
JBOD นั้นมีวีการจัดเรียงข้อมูลในมัดฮาร์ดดิกส์ที่แตกต่างกันหลายวิธี ขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการที่คอยควบคุม JBOD Process ตั้งแต่ซอฟท์แวร์ง่ายๆ เช่น การกำหนดดิกส์ในเครื่องให้เป็นแบบ Dynamic ด้วย Windows 2000 Server หรือ Windows XP (และน่าจะมีอยู่ใน Windows Vista ด้วย) แล้ว Format ให้เป็น Spanned Volume Type ก็นับเป็น JBOD วิธีหนึ่ง หรือจะไปใช้ Disk Controller ของเครื่องเพื่อทำหน้าที่นี้ก็ได้
นอกจากนี้ยังมีอุปกรณ์ที่ใช้ Controller Chipset ในการจัดการเก็บข้อมูลบนฮาร์ดดิกส์ที่ถูกนำมาต่อรวมกัน ได้อีกด้วย อาทิเช่น Hard Disk Enclosure จาก PCi รุ่น PL-35U2BS ที่รวมฮาร์ดดิกส์ SATA II ความจุสูงสุด 500GB 2 ตัวเข้าด้วยกัน ทำให้ได้ความจุสูงสุดถึง 1 TeraByte (1,000GB) เป็นต้น
RAID หรือ JBOD จะเลือกวิธีใดในการมัดรวมความจุของฮาร์ดดิกส์ ก็ขึ้นอยู่กับความต้องการ ถ้า Redundant มีความจำเป็นสำหรับคุณ ก็เลือกมัดฮาร์ดดิกส์ด้วยเทคโนโลยี RAID ถ้า Redundant ไม่ใช่สิ่งที่คุณต้องการ ก็เลือกมัดฮาร์ดดิกส์ตามแนวคิดแบบ JBOD ครับ
 

สำรวจความคิดเห็น

ท่านพบเราได้อย่างไร